
ค่างวดที่ต่ำลงทำให้การเริ่มต้นมีบ้านดูง่ายขึ้น แต่ระยะเวลาผ่อนที่ยาวขึ้นมีต้นทุนอีกด้านหนึ่ง การเลือกระหว่าง 20 ปีกับ 30 ปีจึงควรดูทั้งเงินที่ต้องจ่ายทุกเดือน ดอกเบี้ยรวม และช่วงชีวิตที่ยังมีภาระหนี้อยู่ ไม่ใช่ดูเพียงว่างวดแรกผ่านงบของเดือนนี้หรือไม่
เปรียบเทียบบนเงินต้นและอัตราดอกเบี้ยเดียวกันก่อน
หากข้อเสนอหนึ่งให้กู้มากกว่า หรือรวมเบี้ยประกันเข้าไปในยอดกู้ จะนำค่างวดมาเทียบกับอีกข้อเสนอโดยตรงไม่ได้ เริ่มจากกำหนดวงเงินเดียวกัน อัตราเดียวกัน และวิธีคิดเดียวกัน เพื่อให้เห็นผลของระยะเวลาล้วน ๆ จากนั้นจึงแทนด้วยข้อเสนอจริงที่ธนาคารให้ ครอบครัวที่ยังไม่ทราบงบผ่อนควรเริ่มจาก เงินเหลือจริงหลังรายจ่ายประจำ ก่อนเลือกระยะเวลา
ตัวอย่างสมมติ: กู้ 2 ล้านบาท ดอกเบี้ยคงที่ 6% ตลอดสัญญา
ตารางนี้ใช้สูตรผ่อนเท่ากันทุกเดือน อัตรารายเดือนเท่ากับ 6% หาร 12 ไม่รวมค่าธรรมเนียม ประกัน หรือการชำระเพิ่ม เป็นตัวอย่างคณิตศาสตร์เพื่ออธิบายเท่านั้น ไม่ใช่อัตราที่ธนาคารเสนอในปัจจุบัน สินเชื่อจริงอาจคิดดอกเบี้ยตามจำนวนวันและเปลี่ยนอัตราระหว่างสัญญา จึงมียอดต่างจากตารางนี้ได้
| รายการ | 20 ปี | 30 ปี |
|---|---|---|
| จำนวนงวด | 240 งวด | 360 งวด |
| ค่างวดโดยประมาณ | 14,329 บาท | 11,991 บาท |
| ยอดชำระรวมโดยประมาณ | 3,438,869 บาท | 4,316,764 บาท |
| ดอกเบี้ยรวมโดยประมาณ | 1,438,869 บาท | 2,316,764 บาท |
ภายใต้สมมตินี้ การผ่อน 30 ปีลดภาระรายเดือนประมาณ 2,338 บาท แต่ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้นประมาณ 877,895 บาท เพราะเงินต้นคงค้างอยู่ในระบบนานขึ้น ตัวเลขรวมคำนวณก่อนปัดค่างวดเป็นจำนวนเต็ม จึงอาจไม่ตรงกับการนำค่างวดที่แสดงมาคูณจำนวนเดือนพอดี และไม่ควรนำส่วนต่างนี้ไปใช้กับอัตราลอยตัวโดยไม่คำนวณใหม่
ค่างวดที่จ่ายไหวต้องผ่านเดือนที่ไม่ปกติด้วย
ลองวางค่างวดทั้งสองแบบลงในงบครอบครัว แล้วเพิ่มเดือนที่ต้องจ่ายค่าเทอม ต่อประกันรถ หรือซ่อมอุปกรณ์จำเป็น หากทางเลือก 20 ปีทำให้ต้องใช้บัตรเครดิตหมุนค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่มีบิลก้อนใหญ่ ระยะสั้นกว่านั้นอาจไม่เหมาะกับกระแสเงินสดในตอนนี้ แม้ดอกเบี้ยรวมจะดูดีกว่า การเหลือเงินสำรองมีหน้าที่ป้องกันการสะดุด ไม่ใช่เงินว่างที่ควรถูกดึงไปเพิ่มค่างวดทั้งหมด
อีกด้านหนึ่ง การเลือกระยะยาวเพราะอยากนำส่วนต่างไปใช้ซื้อของเพิ่มทุกเดือนอาจทำให้ไม่ได้ประโยชน์เรื่องความยืดหยุ่นจริง ลองกำหนดหน้าที่ให้ส่วนต่างตั้งแต่ต้น เช่น เติมเงินสำรองหรือกันรายจ่ายประจำปี แล้วดูว่ายังมีเงินเหลือสำหรับชำระเพิ่มหรือไม่ อย่าตั้งแผนบนโบนัสที่ยังไม่แน่นอนหรือรายได้ที่คาดว่าจะเพิ่มโดยไม่มีหลักฐาน
ขอธนาคารจำลองช่วงหลังหมดโปรโมชั่น
สินเชื่อที่มีอัตราช่วงแรกและอัตราหลังจากนั้นต้องอ่านทั้งสองช่วง ขอรายละเอียดว่าอัตราหลังโปรโมชั่นอ้างอิงอะไร ส่วนเพิ่มหรือลดเท่าไร และหากอัตราอ้างอิงเปลี่ยน ค่างวดหรือระยะเวลาจะปรับอย่างไร การเห็นยอดปีแรกเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยตอบว่าระยะ 20 หรือ 30 ปีเหมาะกับเงินเดือนในอนาคต
- ขอตารางเงินต้นคงเหลือเมื่อครบปีที่ 3 และปีที่ 5 ของทั้งสองทางเลือก
- ขอประมาณการเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงกว่าข้อเสนอปัจจุบัน โดยให้ธนาคารระบุสมมติฐาน
- ตรวจอายุเมื่อครบสัญญาเทียบกับแผนเกษียณและแหล่งรายได้หลังจากนั้น
- ถามค่าใช้จ่ายและเงื่อนไขการชำระเพิ่มหรือปิดหนี้ก่อนกำหนดเป็นเอกสาร
เลือกระยะยาวแล้วจ่ายเพิ่มได้หรือไม่
เป็นแนวทางที่ควรนำไปถามธนาคาร แต่ต้องตรวจวิธีตัดชำระก่อน บางคนเข้าใจว่าการโอนเพิ่มหมายถึงลดเงินต้นทันทีทุกกรณี ทั้งที่ช่องทาง วันตัดยอด หรือการลงรายการอาจมีเงื่อนไข ขอให้ธนาคารยกตัวอย่างการจ่ายงวดปกติพร้อมเงินเพิ่ม และตรวจใบแจ้งยอดหลังทำจริง อย่าหยุดจ่ายงวดถัดไปเพียงเพราะเดือนก่อนโอนมากกว่า หากยังไม่ได้รับคำยืนยันว่าระบบถือเป็นการชำระล่วงหน้าแบบใด
การตั้งสัญญายาวแล้วตั้งใจจ่ายเท่าระยะสั้นจะได้ผลต่อเมื่อทำต่อเนื่องตามเงื่อนไขและอัตราที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรสรุปว่าต้นทุนเท่ากันโดยอัตโนมัติ ให้ใช้ตารางจำลองจากธนาคารตรวจแผนดังกล่าว และทบทวนใหม่เมื่อรายได้หรืออัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน
เอกสารหนึ่งหน้าที่ช่วยตัดสินใจ
เขียนค่างวดที่รับได้ในเดือนปกติ เงินสำรองขั้นต่ำที่ครอบครัวตกลงกัน อายุเมื่อปลดหนี้ และแผนรายได้หลังเกษียณไว้หน้าเดียว จากนั้นวางข้อเสนอ 20 ปีและ 30 ปีเทียบข้างกัน ทางเลือกที่เหมาะควรตอบได้ทั้งว่าจ่ายอย่างไรในปีนี้ และรับมืออย่างไรหากแผนไม่เป็นไปตามคาด ไม่จำเป็นต้องเลือกสั้นที่สุดหรือยาวที่สุดเหมือนคนอื่น
อ่านต่อเรื่อง การเทียบข้อเสนอหลายธนาคาร และใช้ แนวทางเลือกสินเชื่อบ้านของธนาคารแห่งประเทศไทย ประกอบการสอบถามผู้ให้กู้ ตัวอย่างในบทความเป็นข้อมูลทั่วไป ควรยืนยันตารางผ่อนและข้อสัญญาที่ใช้กับตนเองก่อนตัดสินใจ